http://www.dek-d.com/board/view.php?id=1601738
http://dek-d.com/board/admission/
มีเต็มเลย ลองเข้าไปดูละกันนะ
วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553
เรื่องลี้ลับในสถาบัน : รุ่นพี่ที่แอบชอบ..
รื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสมัยฉันเรียนอยู่ม.4 โรงเรียนในย่านปริมณฑล ซึ่งเป็นอดีตโรงเรียนหญิงล้วนประจำจังหวัด ในตอนนั้นมีรุ่นพี่ม.6 ในโรงเรียนเสียชีวิตไป1คน และรุ่นพี่คนนี้แกชอบเล่นบาสเอามากๆ ฉันเองชอบแอบมองพี่เขาอยู่บ่อยๆ เพราะพี่เขาหน้าตาดีมาก และเป็นขวัญใจของรุ่นน้องในโรงเรียนแทบทุกคน
พี่เขาเป็นคนเรียนเก่งมาก
และเหมือนเขารู้ว่าฉันกำลังแอบมองเขาอยู่ และจากนั้นไม่นานพี่เขาก็โดนรถชนที่หน้าโรงเรียน หลังจากได้ข่าวว่าพี่เขาเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ฉันเองตกใจมาก อึ้งเลยทีเดียว เพราะเมื่อวันก่อนพี่เขายังเข้ามาคุยกับฉันอยู่เลย และอีกไม่กี่อาทิตย์เรื่องที่ชวนขนหัวลุกมันก็เกิดขึ้นกับฉัน..
ฉันเองก็เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ซึ่งก็ต้องอยู่ซ้อมจนถึงเย็น หรือมืดเลย และตึกที่น่ากลัวที่สุดของโรงเรียนก็คงไม่พ้น "ตึกวิทยาศาสตร์" เป็นตึกที่มีเรื่องเล่ามากมายสารพัด ฉันเองก็ไม่อยากจะเก็บเอามาคิดตอนนั้น และโรงยิมก็อยู่ตึกเดียวกับตึกวิทย์ซะด้วย ฉันเดินออกจากโรงยิมเพื่อที่จะอาบน้ำ ห้องน้ำตรงโรงยิมเกิดใช้ไม่ได้อีก ฉันเลยต้องเดินลงมาเข้าห้องน้ำอีกชั้นนึง
ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบจะ
1ทุ่ม ฟ้ามืดแล้ว ไฟในอาคารต่างก็เริ่มถูกปิดลงทีละดวง ฉันเดินเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ ห้องน้ำมีอยู่ 2 ห้อง มีฉันเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้องน้ำนั้น เมื่ออาบเสร็จ เสียงฝักบัวต่างเงียบกริบ ฉันรีบใส่เสื้อผ้าเพื่อที่จะรีบกลับบ้าน แต่อีกไม่นาน...สิ่งที่ฉันได้ยิน คือเสียงก๊อกน้ำที่เปิดอยู่ตรงอ่างล้างหน้า
ฉันคิดในใจว่ายังมีคนเพิ่งซ้อมกีฬาเหลืออยู่นอกจากฉันอีกเหรอ
? ฉันตะโกนออกไป "ใครเหรอ" แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา ฉันค่อยๆเปิดประตูออกมาดู แต่ก็ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น แถมก๊อกน้ำก็ถูกเปิดอยู่ ฉันเดินไปปิดก๊อกน้ำแล้วเริ่มมองซ้ายมองขวา มองเข้าไปในกระจกมีแต่ฉันเท่านั้นที่อยู่ในห้องน้ำ แล้วใครล่ะมาเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้เล่นๆแบบนี้
คราวนี้ฉันเริ่มรู้สึกหวั่นๆขนเริ่มลุกชูชันขึ้นมาแล้ว
ฉันรีบวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องพักนักกีฬาเพื่อเก็บของกลับบ้าน ในห้องพักก็ไม่มีใครอีกเลยนอกจากฉันคนเดียวเท่านั้น ฉันรีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าทันที แล้วรีบเดินออกจากห้องพักโดยเร็ว ในโรงยิมว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาคน ถูกปิดไฟมืดไปหมด และเมื่อฉันกำลังล็อคห้องพักอยู่นั้นเอง มีเสียงเดาะลูกบาสดังออกมาจากโรงยิม ตุ่บ...ตุ่บ...ตุ่บ
ฉันมองเข้าไป
เพราะสงสัยว่าดึกป่านนี้ยังมีนักเรียนคนไหนมาเล่นบาสอยู่อีกเหรอ ฉันเปิดประตูโรงยิมเพื่อเข้าไปเปิดไฟ ก็เห็นแต่ลูกบาสที่เพิ่งถูกเดาะกำลังกลิ้งมาทางที่ฉันยืน ฉันมองตามลูกบาสลูกนั้น มองไปรอบๆโรงยิม แล้วฉันก็ได้เจอสิ่งๆหนึ่งที่ทำให้ฉันถึงกับผงะ และตาค้าง ฉันเห็นผู้ชายใส่ชุดนักเรียนเลือดท่วมตัว ยืนยิ้มให้ฉันอยู่ตรงแป้นบาส
ฉันไม่รออะไรอีกต่อไปแล้ว
ฉันคิดว่าวินาทีนั้นฉันคงต้องวิ่งสุดชีวิตแล้วล่ะ เช้าวันต่อมา ฉันตื่นสายจนทำให้มาเรียนไม่ทัน แต่ฉันก็ไม่ลืมเรื่องเมื่อวานที่ฉันเห็นได้เลย ฉันเล่าให้อาจารย์พละฟัง แต่ก็เหมือนกับไม่มีใครเชื่อฉันซักคน
จนมีพี่ม
.6 ที่เป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ที่ตาย เข้ามาบอกกับฉันว่า "เพื่อนพี่ที่ตาย มันชอบน้องมานานแล้วแต่มันไม่มีโอกาสบอก มันมาเข้าฝันให้พี่มาบอกน้องนี่แหละ มันมาหาน้องหรือยังล่ะ" ฉันยืนนิ่งไม่พูดอะไรกับพี่คนนั้น เพราะฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันเห็นเมื่อวานนี้ที่โรงยิม ต้องเป็นรุ่นพี่ที่ฉันชอบเขาอยู่แน่ๆ และหลังจากวันนั้นฉันก็ไม่กล้าออกจากโรงยิม ตอนมืดอีกเลย..
พี่เขาเป็นคนเรียนเก่งมาก
และเหมือนเขารู้ว่าฉันกำลังแอบมองเขาอยู่ และจากนั้นไม่นานพี่เขาก็โดนรถชนที่หน้าโรงเรียน หลังจากได้ข่าวว่าพี่เขาเสียชีวิตลงอย่างกระทันหัน ฉันเองตกใจมาก อึ้งเลยทีเดียว เพราะเมื่อวันก่อนพี่เขายังเข้ามาคุยกับฉันอยู่เลย และอีกไม่กี่อาทิตย์เรื่องที่ชวนขนหัวลุกมันก็เกิดขึ้นกับฉัน..
ฉันเองก็เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ซึ่งก็ต้องอยู่ซ้อมจนถึงเย็น หรือมืดเลย และตึกที่น่ากลัวที่สุดของโรงเรียนก็คงไม่พ้น "ตึกวิทยาศาสตร์" เป็นตึกที่มีเรื่องเล่ามากมายสารพัด ฉันเองก็ไม่อยากจะเก็บเอามาคิดตอนนั้น และโรงยิมก็อยู่ตึกเดียวกับตึกวิทย์ซะด้วย ฉันเดินออกจากโรงยิมเพื่อที่จะอาบน้ำ ห้องน้ำตรงโรงยิมเกิดใช้ไม่ได้อีก ฉันเลยต้องเดินลงมาเข้าห้องน้ำอีกชั้นนึง
ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบจะ
1ทุ่ม ฟ้ามืดแล้ว ไฟในอาคารต่างก็เริ่มถูกปิดลงทีละดวง ฉันเดินเข้าห้องน้ำเพื่อที่จะอาบน้ำ ห้องน้ำมีอยู่ 2 ห้อง มีฉันเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้องน้ำนั้น เมื่ออาบเสร็จ เสียงฝักบัวต่างเงียบกริบ ฉันรีบใส่เสื้อผ้าเพื่อที่จะรีบกลับบ้าน แต่อีกไม่นาน...สิ่งที่ฉันได้ยิน คือเสียงก๊อกน้ำที่เปิดอยู่ตรงอ่างล้างหน้า
ฉันคิดในใจว่ายังมีคนเพิ่งซ้อมกีฬาเหลืออยู่นอกจากฉันอีกเหรอ
? ฉันตะโกนออกไป "ใครเหรอ" แต่ไม่มีเสียงตอบกลับมา ฉันค่อยๆเปิดประตูออกมาดู แต่ก็ไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้น แถมก๊อกน้ำก็ถูกเปิดอยู่ ฉันเดินไปปิดก๊อกน้ำแล้วเริ่มมองซ้ายมองขวา มองเข้าไปในกระจกมีแต่ฉันเท่านั้นที่อยู่ในห้องน้ำ แล้วใครล่ะมาเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้เล่นๆแบบนี้
คราวนี้ฉันเริ่มรู้สึกหวั่นๆขนเริ่มลุกชูชันขึ้นมาแล้ว
ฉันรีบวิ่งกลับขึ้นไปบนห้องพักนักกีฬาเพื่อเก็บของกลับบ้าน ในห้องพักก็ไม่มีใครอีกเลยนอกจากฉันคนเดียวเท่านั้น ฉันรีบเก็บข้าวของใส่กระเป๋าทันที แล้วรีบเดินออกจากห้องพักโดยเร็ว ในโรงยิมว่างเปล่าไม่มีแม้แต่เงาคน ถูกปิดไฟมืดไปหมด และเมื่อฉันกำลังล็อคห้องพักอยู่นั้นเอง มีเสียงเดาะลูกบาสดังออกมาจากโรงยิม ตุ่บ...ตุ่บ...ตุ่บ
ฉันมองเข้าไป
เพราะสงสัยว่าดึกป่านนี้ยังมีนักเรียนคนไหนมาเล่นบาสอยู่อีกเหรอ ฉันเปิดประตูโรงยิมเพื่อเข้าไปเปิดไฟ ก็เห็นแต่ลูกบาสที่เพิ่งถูกเดาะกำลังกลิ้งมาทางที่ฉันยืน ฉันมองตามลูกบาสลูกนั้น มองไปรอบๆโรงยิม แล้วฉันก็ได้เจอสิ่งๆหนึ่งที่ทำให้ฉันถึงกับผงะ และตาค้าง ฉันเห็นผู้ชายใส่ชุดนักเรียนเลือดท่วมตัว ยืนยิ้มให้ฉันอยู่ตรงแป้นบาส
ฉันไม่รออะไรอีกต่อไปแล้ว
ฉันคิดว่าวินาทีนั้นฉันคงต้องวิ่งสุดชีวิตแล้วล่ะ เช้าวันต่อมา ฉันตื่นสายจนทำให้มาเรียนไม่ทัน แต่ฉันก็ไม่ลืมเรื่องเมื่อวานที่ฉันเห็นได้เลย ฉันเล่าให้อาจารย์พละฟัง แต่ก็เหมือนกับไม่มีใครเชื่อฉันซักคน
จนมีพี่ม
.6 ที่เป็นเพื่อนกับรุ่นพี่ที่ตาย เข้ามาบอกกับฉันว่า "เพื่อนพี่ที่ตาย มันชอบน้องมานานแล้วแต่มันไม่มีโอกาสบอก มันมาเข้าฝันให้พี่มาบอกน้องนี่แหละ มันมาหาน้องหรือยังล่ะ" ฉันยืนนิ่งไม่พูดอะไรกับพี่คนนั้น เพราะฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่ฉันเห็นเมื่อวานนี้ที่โรงยิม ต้องเป็นรุ่นพี่ที่ฉันชอบเขาอยู่แน่ๆ และหลังจากวันนั้นฉันก็ไม่กล้าออกจากโรงยิม ตอนมืดอีกเลย..
วันอาทิตย์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2553
เห็นยัง ! กระดาษคำตอบ O-NET ปีนี้
สวัสดีครับ.. ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่ยากจะลืมเลือนจริงๆ สำหรับข้อสอบโอเน็ต 2552 ที่มางวดนี้แปลงร่างเปลี่ยนโฉมใหม่ [ในบางวิชา] ล่าสุด สทศ. กลัวเด็กจะปรับตัวไม่ทันเลยเร่งเปิดเผยกระดาษคำตอบมาให้ได้ทำความเข้าใจกันก่อน ดูไปดูมา นึกว่าข้อสอบ GAT กลับชาติมาเกิดซะงั้นอะ ว่าแต่จะเป็นอย่างไรไปดูกันนนน
>>> วิชาภาษาไทย [สอบ อา.21 ก.พ.53]
ถือเป็นวิชาเดียวที่คงแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จำนวนข้อสอบมี 100 ข้อ 100 คะแนน โดยแบบระบายตัวเลือกยังให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว ข้อละ 1 คะแนน

+++ วิชาภาษาไทย เป็นคำตอบแบบช้อยส์ 4 ตัวเลือก 100 ข้อ แบบนี้คุ้นกันดี +++
>>> วิชาสังคมศึกษา [สอบ ส.20 ก.พ.53]
เปลี่ยนนิดๆ ให้พอตื่นเต้นสำหรับวิชาสังคมศึกษา มีจำนวนคำถาม 100 ข้อ 100 คะแนนเช่นกัน สิ่งที่ให้จับตามากที่สุดคือคำถามส่วนที่ 2

+++ วิชาสังคมศึกษา ส่วนที่ 1 เป็นคำตอบแบบช้อยส์ 4 ตัวเลือก 50 ข้อ +++

+++ วิชาสังคมศึกษา ส่วนที่ 2 ตัวเลือกแต่ละข้อมีมากกว่า 1 คำตอบ 50 ข้อ +++
>>> วิชาภาษาอังกฤษ [สอบ ส.20 ก.พ.53]
ขอเป็นลม 200 รอบ เพราะโอเน็ตภาษาอังกฤษปีนี้ เปลี่ยนซะจนตั้งหลักเกือบไม่ทัน ข้อสอบรวมมีทั้งหมด 70 ข้อ 70 คะแนน พาร์ท 1 และ 2 คงต้องทำความเข้าใจดีๆ ลำพังแปลก็ไม่ออกอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้ขอให้โชคดีทุกคนนะคร๊าบ

+++ วิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 1 แต่ละข้อจะมีคำถาม 2 คำถามที่สัมพันธ์กัน
ต้องเลือกคำตอบสำหรับคำถามทั้ง 2 ข้อให้ถูกต้อง หากข้อใดข้อหนึ่งตอบผิด จะไม่ได้คะแนน +++

+++ วิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 2 โจทย์แต่ละข้อมี 4 ส่วน (ABCD) ให้เลือกส่วนที่ผิด
และเลือกคำตอบที่แก้ไขจากกลุ่ม ABCD เพียงคำตอบเดียว+++

+++ วิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 3 เป็นช้อยส์ 4 ตัวเลือก โอ้ๆๆ นึกว่าจะไม่มีซะแล้ว +++
>>> วิชาคณิตศาสตร์ [สอบ ส.20 ก.พ.53]
เป็นวิชาที่มีจำนวนข้อน้อยที่สุด เพียง 40 ข้อ 40 คะแนนขาดตัว แต่ปีนี้นอกจากจะมีคำตอบ 4 ตัวเลือกให้ตอบแล้ว ยังมีแบบปรนัยให้คำนวณกันอีกด้วย สู้ๆๆ

+++ วิชาคณิตศาสตร์ ส่วนที่ 1 ช้อยส์ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อครับ +++

+++ วิชาคณิตศาสตร์ ส่วนที่ 2 ถามเป็นอัตนัย คิดได้เท่าไหร่ ก็ฝนตามนั้นเลย +++
>>> วิชาวิทยาศาสตร์ [สอบ อา.21 ก.พ.53]
ปาดเหงื่ออีกรอบกับวิชานี้ ที่มาแนวใหม่แต่ปวดใจคนสอบ แนะนำให้จับตาดีกับพาร์ทที่ 2 ภาพรวมวิชานี้มี 86 ข้อ 80 คะแนน

+++ วิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ 1 ช้อยส์ 4 ตัวเลือกจำนวน 68 ข้อครับ +++

+++ วิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ 2 เป็นชุดคำถาม 3 ข้อ แต่ละชุดต้องทำถูกทั้ง 3 ข้อถึงได้คะแนน +++
>>> วิชาสุขศึกษา ศิลปะ และการงานอาชีพ [สอบ อา.21 ก.พ.53]
ในอดีตเป็นวิชาที่ง่ายที่สุด แต่ปีนี้คงไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่เชื่อน้องๆ ที่ผ่านมาสนามสอบ GAT และ PAT 5 มาแล้วคงทำได้ สบายมาก [หรือเปล่า]

+++ วิชาสุขศึกษา ช้อยส์ 4 ตัวเลือกจำนวน 50 ข้อ 50 คะแนนครับ +++

+++ วิชาศิลปะ ส่วนแรกช้อยส์ 4 ตัวเลือก ส่วนที่สองระบายคำตอบแบบสัมพันธ์กัน +++

+++ วิชาการงานอาชีพฯ ส่วนแรกช้อยส์ 4 ตัวเลือก ส่วนที่สองระบายคำตอบแบบสัมพันธ์กัน +++
--> http://www.dek-d.com/content/admissions/18546/เห็นยัง-กระดาษคำตอบ-O-NET-ปีนี้.htm <---
>>> วิชาภาษาไทย [สอบ อา.21 ก.พ.53]
ถือเป็นวิชาเดียวที่คงแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลง จำนวนข้อสอบมี 100 ข้อ 100 คะแนน โดยแบบระบายตัวเลือกยังให้เลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว ข้อละ 1 คะแนน

+++ วิชาภาษาไทย เป็นคำตอบแบบช้อยส์ 4 ตัวเลือก 100 ข้อ แบบนี้คุ้นกันดี +++
>>> วิชาสังคมศึกษา [สอบ ส.20 ก.พ.53]
เปลี่ยนนิดๆ ให้พอตื่นเต้นสำหรับวิชาสังคมศึกษา มีจำนวนคำถาม 100 ข้อ 100 คะแนนเช่นกัน สิ่งที่ให้จับตามากที่สุดคือคำถามส่วนที่ 2

+++ วิชาสังคมศึกษา ส่วนที่ 1 เป็นคำตอบแบบช้อยส์ 4 ตัวเลือก 50 ข้อ +++

+++ วิชาสังคมศึกษา ส่วนที่ 2 ตัวเลือกแต่ละข้อมีมากกว่า 1 คำตอบ 50 ข้อ +++
>>> วิชาภาษาอังกฤษ [สอบ ส.20 ก.พ.53]
ขอเป็นลม 200 รอบ เพราะโอเน็ตภาษาอังกฤษปีนี้ เปลี่ยนซะจนตั้งหลักเกือบไม่ทัน ข้อสอบรวมมีทั้งหมด 70 ข้อ 70 คะแนน พาร์ท 1 และ 2 คงต้องทำความเข้าใจดีๆ ลำพังแปลก็ไม่ออกอยู่แล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้ขอให้โชคดีทุกคนนะคร๊าบ

+++ วิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 1 แต่ละข้อจะมีคำถาม 2 คำถามที่สัมพันธ์กัน
ต้องเลือกคำตอบสำหรับคำถามทั้ง 2 ข้อให้ถูกต้อง หากข้อใดข้อหนึ่งตอบผิด จะไม่ได้คะแนน +++

+++ วิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 2 โจทย์แต่ละข้อมี 4 ส่วน (ABCD) ให้เลือกส่วนที่ผิด
และเลือกคำตอบที่แก้ไขจากกลุ่ม ABCD เพียงคำตอบเดียว+++

+++ วิชาภาษาอังกฤษ ส่วนที่ 3 เป็นช้อยส์ 4 ตัวเลือก โอ้ๆๆ นึกว่าจะไม่มีซะแล้ว +++
>>> วิชาคณิตศาสตร์ [สอบ ส.20 ก.พ.53]
เป็นวิชาที่มีจำนวนข้อน้อยที่สุด เพียง 40 ข้อ 40 คะแนนขาดตัว แต่ปีนี้นอกจากจะมีคำตอบ 4 ตัวเลือกให้ตอบแล้ว ยังมีแบบปรนัยให้คำนวณกันอีกด้วย สู้ๆๆ

+++ วิชาคณิตศาสตร์ ส่วนที่ 1 ช้อยส์ 4 ตัวเลือกจำนวน 40 ข้อครับ +++

+++ วิชาคณิตศาสตร์ ส่วนที่ 2 ถามเป็นอัตนัย คิดได้เท่าไหร่ ก็ฝนตามนั้นเลย +++
>>> วิชาวิทยาศาสตร์ [สอบ อา.21 ก.พ.53]
ปาดเหงื่ออีกรอบกับวิชานี้ ที่มาแนวใหม่แต่ปวดใจคนสอบ แนะนำให้จับตาดีกับพาร์ทที่ 2 ภาพรวมวิชานี้มี 86 ข้อ 80 คะแนน

+++ วิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ 1 ช้อยส์ 4 ตัวเลือกจำนวน 68 ข้อครับ +++

+++ วิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนที่ 2 เป็นชุดคำถาม 3 ข้อ แต่ละชุดต้องทำถูกทั้ง 3 ข้อถึงได้คะแนน +++
>>> วิชาสุขศึกษา ศิลปะ และการงานอาชีพ [สอบ อา.21 ก.พ.53]
ในอดีตเป็นวิชาที่ง่ายที่สุด แต่ปีนี้คงไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่เชื่อน้องๆ ที่ผ่านมาสนามสอบ GAT และ PAT 5 มาแล้วคงทำได้ สบายมาก [หรือเปล่า]

+++ วิชาสุขศึกษา ช้อยส์ 4 ตัวเลือกจำนวน 50 ข้อ 50 คะแนนครับ +++

+++ วิชาศิลปะ ส่วนแรกช้อยส์ 4 ตัวเลือก ส่วนที่สองระบายคำตอบแบบสัมพันธ์กัน +++

+++ วิชาการงานอาชีพฯ ส่วนแรกช้อยส์ 4 ตัวเลือก ส่วนที่สองระบายคำตอบแบบสัมพันธ์กัน +++
--> http://www.dek-d.com/content/admissions/18546/เห็นยัง-กระดาษคำตอบ-O-NET-ปีนี้.htm <---
วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553
วางตุ๊กตารับตรง จัดระบบมหา'ลัย คาดทันใช้ปี 54
วางตุ๊กตารับตรง จัดระบบมหา'ลัย คาดทันใช้ปี 54 "สุเมธ" เผยตุ๊กตารับตรงแบบใหม่ แก้ปัญหาเด็กวิ่งรอกสอบ เตรียมเสนอ ครม.ออกระเบียบสำนักนายกฯ มีอำนาจบริหารจัดการ และมหา'ลัยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด
ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกำหนดรูปแบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาด้วยระบบรับตรงว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำหนดรูปแบบการคัดเลือกได้วางกรอบการทำงาน พร้อมวางตุ๊กตาเบื้องต้นแล้ว โดยอาจจะมีการจัดตั้งองค์กรกลางมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานการรับตรงให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จะมารับสมัครนักเรียนให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักเรียนที่จะสมัครเข้ารับตรงไม่ต้องไปวิ่งรอกสมัครด้วยตนเองเหมือนปัจจุบันนี้ โดยองค์กรกลางจะรวบรวมข้อมูลการรับของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครองได้ใช้เป็นข้อมูลในการเตรียมตัวและตัดสินใจในการรับตรง
ดร.สุเมธกล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการดำเนินการ องค์กรกลางจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาการสมัครครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ และให้มหาวิทยาลัยกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขการรับนักศึกษาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ให้เด็กสอบน้อยที่สุดหรือไม่ต้องสอบเลย โดยมหาวิทยาลัยอาจจะใช้องค์ประกอบการคัดเลือก เช่น คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย หรือ GPAX ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET การทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT และมหาวิทยาลัยอาจจะสอบวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม หรือจะสอบสัมภาษณ์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้จะต้องมีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้องค์กรกลางมีอำนาจในการจัดการ มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่องค์กรกลางกำหนดขึ้นด้วย
"ส่วนการสมัครนั้นเด็กสามารถยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐานได้ที่องค์กรกลาง โดยเด็กเลือกสมัคร 5 สาขา/สถาบัน ตามลำดับความต้องการมาที่องค์กรกลางพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติและเงื่อนไขเบื้องต้น ก่อนประมวลข้อมูลส่งให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่ผู้สมัครเลือก โดยรัฐจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสมัครให้ และเมื่อมหาวิทยาลัยตัดสินใจรับเด็กแล้วก็จะส่งรายชื่อเด็กกลับมายังองค์กรกลาง เพื่อองค์กรกลางจะได้แจ้งข้อมูลให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ทราบ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน ทั้งนี้ การคัดเลือกในรอบแรกหากมีที่นั่งเหลือ ให้ผู้สมัครที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือกยื่นแสดงความต้องการสาขา/สถาบันได้เป็นครั้งที่ 2 แต่จะไม่เกิน 3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่าข้อมูลนี้ยังไม่เป็นข้อยุติ เป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น จากนี้จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากนักเรียน ผู้ปกครองและมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนเมษายน 2553 และคาดว่าอาจใช้ได้ทันในปีการศึกษา 2554" ดร.สุเมธกล่าว.
ขอบคุณ : ไทยโพสต์ 23 ธ.ค.2552
ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดำเนินการกำหนดรูปแบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาด้วยระบบรับตรงว่า ขณะนี้คณะกรรมการกำหนดรูปแบบการคัดเลือกได้วางกรอบการทำงาน พร้อมวางตุ๊กตาเบื้องต้นแล้ว โดยอาจจะมีการจัดตั้งองค์กรกลางมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานการรับตรงให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จะมารับสมัครนักเรียนให้กับมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักเรียนที่จะสมัครเข้ารับตรงไม่ต้องไปวิ่งรอกสมัครด้วยตนเองเหมือนปัจจุบันนี้ โดยองค์กรกลางจะรวบรวมข้อมูลการรับของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง เพื่อให้นักเรียน ผู้ปกครองได้ใช้เป็นข้อมูลในการเตรียมตัวและตัดสินใจในการรับตรง
ดร.สุเมธกล่าวต่อว่า สำหรับวิธีการดำเนินการ องค์กรกลางจะเป็นผู้กำหนดระยะเวลาการสมัครครั้งเดียวพร้อมกันทั่วประเทศ และให้มหาวิทยาลัยกำหนดคุณสมบัติและเงื่อนไขการรับนักศึกษาที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐที่ให้เด็กสอบน้อยที่สุดหรือไม่ต้องสอบเลย โดยมหาวิทยาลัยอาจจะใช้องค์ประกอบการคัดเลือก เช่น คะแนนผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร ม.ปลาย หรือ GPAX ผลการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือ O-NET การทดสอบความถนัดทั่วไป หรือ GAT และการทดสอบความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ PAT และมหาวิทยาลัยอาจจะสอบวิชาอื่นๆ เพิ่มเติม หรือจะสอบสัมภาษณ์ก็ได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้จะต้องมีกฎหมายรองรับอย่างเป็นทางการ ดังนั้นจึงต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้องค์กรกลางมีอำนาจในการจัดการ มีงบประมาณสนับสนุนจากรัฐ และสถาบันอุดมศึกษาต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดหรือเงื่อนไขที่องค์กรกลางกำหนดขึ้นด้วย
"ส่วนการสมัครนั้นเด็กสามารถยื่นใบสมัครพร้อมหลักฐานได้ที่องค์กรกลาง โดยเด็กเลือกสมัคร 5 สาขา/สถาบัน ตามลำดับความต้องการมาที่องค์กรกลางพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติและเงื่อนไขเบื้องต้น ก่อนประมวลข้อมูลส่งให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งที่ผู้สมัครเลือก โดยรัฐจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสมัครให้ และเมื่อมหาวิทยาลัยตัดสินใจรับเด็กแล้วก็จะส่งรายชื่อเด็กกลับมายังองค์กรกลาง เพื่อองค์กรกลางจะได้แจ้งข้อมูลให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ ทราบ เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน ทั้งนี้ การคัดเลือกในรอบแรกหากมีที่นั่งเหลือ ให้ผู้สมัครที่ยังไม่ได้รับการคัดเลือกยื่นแสดงความต้องการสาขา/สถาบันได้เป็นครั้งที่ 2 แต่จะไม่เกิน 3 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ผมขอย้ำว่าข้อมูลนี้ยังไม่เป็นข้อยุติ เป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น จากนี้จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ทั้งจากนักเรียน ผู้ปกครองและมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้ข้อสรุปภายในเดือนเมษายน 2553 และคาดว่าอาจใช้ได้ทันในปีการศึกษา 2554" ดร.สุเมธกล่าว.
ขอบคุณ : ไทยโพสต์ 23 ธ.ค.2552
วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552
สาวๆที่หลงไหลความขาวจากกลูต้าไธโอน
ไขความจริง 'กลูตาไธโอน' สารทำให้ผิวขาว
หลายคนคงเคยได้ยินข่าวการฉีดสารกลูตาไธโอน สารที่ทำให้ผิวขาวกันมาบ้างแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า สารกลูตาไธโอน เป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกาย และเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย การฉีดสารดังกล่าวเข้าไปอาจทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบได้ จริงอยู่ที่สารกลูตาไธโอนทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่ก็มีโทษอยู่เหมือนกัน และจะยิ่งอันตรายหากฉีดสารกลูตาไธโอนด้วยตัวเอง ดังนั้น คอลัมน์ “หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ” วันนี้ จะมาเผยความจริงของสารกลูตาไธโอนเพื่อให้เป็นข้อมูลการตัดสินใจก่อนที่ใครหลายคนจะเริ่มฉีด
กลูตาไธโอนคืออะไร จำเป็นต่อร่างกายหรือไม่
กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง จากอาหารประเภทโปรตีน ไข่และนม รวมถึงผักผลไม้ประเภท หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด และวอลนัท ร่างกายจะเก็บกลูตาไธโอนที่สร้างขึ้นไว้ที่ตับ สามารถพบกลูตาไธโอนได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย
กลูตาไธโอนมีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีและอีได้มากขึ้น เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA นอกจากนี้ยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยผ่านการสร้างเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ และช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย
ใช้ในทางการแพทย์อย่างไร ช่วยให้ผิวขาวจริง หรือไม่
มีรายงานการใช้ในรูปแบบฉีดหลายกรณี ทั้งใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดระหว่างผ่าตัด รักษาโรคทางระบบประสาท ขับพิษจากโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง ยาพาราเซตามอลเกินขนาด ใช้เพิ่มภูมิต้านทานในผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง ในบางประเทศได้ขึ้นทะเบียนกลูตาไธโอนเป็นยาบางประเทศอนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริม แต่สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลูตาไธโอนเป็นยา และไม่อนุมัติให้ใช้สารชนิดนี้ในรูปแบบฉีด
หากถามว่าช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือไม่ ต้องบอกว่า เดิมทีกลูตาไธโอนถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ฉีดเพิ่มภูมิต้านทาน รักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แต่กลับพบว่าผู้ป่วยมีผิวขาวขึ้น มีสีผมอ่อนลงหลังฉีดยา จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้ผิวขาวกันมากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว หากร่างกายได้รับกลูตาไธโอนมากเกินไป ก็จะไปกดการสร้างเม็ดสีของผิวทำให้ผิวขาว ซึ่งอธิบายได้จาก
ปกติในร่างกายคนเรา เซลล์สร้างเม็ดสี (melano cyte) จะผลิตเม็ดสีเมลานินอยู่ 2 ชนิด ผิวคล้ำแบบคนเอเชียหรือคนไทย จะมีเม็ดสีขนาดใหญ่ เรียกว่า ยูเมลานิน (Eumelanin) คนผิวขาวแบบฝรั่ง จะมีเม็ดสีขนาดเล็กกว่า เรียกว่า ฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) เมื่อร่างกายเราได้รับ กลูตาไธโอนปริมาณมาก จะไปกดการสร้างยูเมลานินตามปกติลง เปลี่ยนเป็นสร้างฟีโอเมลานินเพิ่มขึ้นชั่วขณะ ผิวจึงดูขาวขึ้น แต่เนื่องจากกลูตาไธโอน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพันธุกรรมของ เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์สร้างเม็ดสีก็กลับไปสร้างเม็ดสียูเมลานินมากตามปกติเหมือนเดิม
ดังนั้น ผู้ที่ฉีดกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวขึ้น จำเป็นต้องฉีดในปริมาณมากกว่าขนาดที่ใช้รักษาตามปกติหลายเท่าตัวเป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน จึงไม่จัดเป็นการดีท็อกซ์ และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวได้
มีอันตรายจากการใช้ หรือมีผลต่อชีวิตอย่างไรบ้าง
ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาใด ๆ ก็ตามเข้าเส้นเลือดดำ ล้วนมีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้ตัวยาเอง หรืออาจจะแพ้สารฆ่าเชื้อ สารกันเสีย สารปนเปื้อน ซึ่งจากรายงานในต่างประเทศพบว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดกลูตาไธโอนขนาดสูง มีอาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที นอกจากนี้ก็ยังพบว่า มีการนำสารกลูตาไธโอน ที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมทั้งยาปลอมที่ผลิตที่เวียดนาม และ จีน มาจำหน่ายและใช้อย่างผิดกฎหมาย
การฉีดกลูตาไธโอน มักให้ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูง เพื่อกระตุ้นให้ ออกฤทธิ์ ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการฉีดวิตามินซี ในขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึน ศีรษะคล้ายจะเป็นลมได้ หากใช้ กลูตาไธโอนในผู้ป่วยมะเร็ง อาจทำให้ประสิทธิภาพของเคมีบำบัดลดลง การได้รับสารกลูตาไธโอนปริมาณมาก มีผลทำให้ขบวนการต้านอนุมูลอิสระของร่างกายเสียสมดุล กลายเป็นอนุมูลอิสระ กลับมาทำร้ายร่างกายได้
แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันมีการ โฆษณาขายกลูตาไธโอนอย่างแพร่หลายทางอินเทอร์เน็ตราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท ที่มีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาว เกิดความสนใจและซื้อหาไปทดลองฉีดกันเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้ ติดเชื้อ และปัญหา อื่น ๆ ตามมาอีกมาก
ข่าวที่ออกมาว่าใช้สารกลูตาไธโอนแล้ว จะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่
สำหรับข่าวการใช้สารกลูตาไธโอนแล้ว จะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง สามารถอธิบายได้ว่า การที่ร่างกายได้ รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานิน ทั้งที่ผิวหนังและที่จอตาลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต ทางวารสารทางการแพทย์สหรัฐอเมริกาจึงได้จัดว่า สารกลูตาไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา ส่วนเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง จะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงที่ผิวหนัง หากเม็ดสีที่ผิวหนังลดลง ร่างกายก็ขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็ว และแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้น ถึงแม้ตัวสาร กลูตาไธโอนเองจะเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตปริมาณมากกลับอันตรายยิ่งกว่า
เหตุใดจึงต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดโดยตรง
กลูตาไธโอนมีทั้งชนิดฉีด ชนิดพ่น และชนิดรับประทาน ซึ่งอย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสารชนิดนี้ หากรับประทานจะถูกย่อยไปก่อนการดูดซึม จึงมีผู้พยายามลองใช้ในปริมาณสูง ๆ เพื่อหวังว่าจะดูดซึมได้บ้าง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาใดบอกว่า ต้องกินมากแค่ไหนจึงจะดูดซึมได้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณที่กินมาก ๆ นั้น จริง ๆ แล้วดูดซึมได้หรือเปล่า และผลข้างเคียงระยะยาวมีอะไรบ้าง
ส่วนยาชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือดโดยตรง น่าจะเพิ่มขนาดยาได้แน่นอนกว่า แต่ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ กลูตาไธโอนชนิดฉีดมีใช้ในคลินิกเอกชนมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ เพราะไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว นอกจากนี้ การฉีดยังเป็นการ เพิ่มสารกลูตาไธโอนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้ในเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้น สีผิวก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม จึงต้องทำให้ฉีดต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคไม่ควรตกเป็นเหยื่อของคำโฆษณาใด ๆ ที่อวดอ้างว่าจะสามารถช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีผลิตภัณฑ์ไหนที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาที่ใช้ อาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ ร่างกายก็กลับไปผลิตเม็ดสีตามปกติ ทั้งนี้การที่ประชาชนในแถบเอเชียหรือประเทศเขตร้อน มีผิวคล้ำ ถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังของเราน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ผิดธรรมชาติ.
อ.พญ.ชนิตว์วัณณ์ ตรีวิทยาภูมิ
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ :
วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
ขอขอบคุณที่มาจาก
http://talk.mthai.com/topic/62800
หลายคนคงเคยได้ยินข่าวการฉีดสารกลูตาไธโอน สารที่ทำให้ผิวขาวกันมาบ้างแล้ว แต่ทราบหรือไม่ว่า สารกลูตาไธโอน เป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกาย และเป็นสารที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย การฉีดสารดังกล่าวเข้าไปอาจทำให้ร่างกายได้รับผลกระทบได้ จริงอยู่ที่สารกลูตาไธโอนทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่ก็มีโทษอยู่เหมือนกัน และจะยิ่งอันตรายหากฉีดสารกลูตาไธโอนด้วยตัวเอง ดังนั้น คอลัมน์ “หมอรามาฯไขปัญหาสุขภาพ” วันนี้ จะมาเผยความจริงของสารกลูตาไธโอนเพื่อให้เป็นข้อมูลการตัดสินใจก่อนที่ใครหลายคนจะเริ่มฉีด
กลูตาไธโอนคืออะไร จำเป็นต่อร่างกายหรือไม่
กลูตาไธโอน (Glutathione) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เอง จากอาหารประเภทโปรตีน ไข่และนม รวมถึงผักผลไม้ประเภท หน่อไม้ฝรั่ง อะโวคาโด และวอลนัท ร่างกายจะเก็บกลูตาไธโอนที่สร้างขึ้นไว้ที่ตับ สามารถพบกลูตาไธโอนได้ในทุกเซลล์ของร่างกาย
กลูตาไธโอนมีความจำเป็นต่อร่างกาย โดยช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามินซีและอีได้มากขึ้น เป็นตัวกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA นอกจากนี้ยังช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย โดยผ่านการสร้างเอนไซม์ชนิดต่าง ๆ และช่วยป้องกันตับจากการถูกทำลายโดยแอลกอฮอล์ได้อีกด้วย
ใช้ในทางการแพทย์อย่างไร ช่วยให้ผิวขาวจริง หรือไม่
มีรายงานการใช้ในรูปแบบฉีดหลายกรณี ทั้งใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่น ฉีดเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดระหว่างผ่าตัด รักษาโรคทางระบบประสาท ขับพิษจากโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง ยาพาราเซตามอลเกินขนาด ใช้เพิ่มภูมิต้านทานในผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง ในบางประเทศได้ขึ้นทะเบียนกลูตาไธโอนเป็นยาบางประเทศอนุญาตให้ใช้เป็นอาหารเสริม แต่สำหรับในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนกลูตาไธโอนเป็นยา และไม่อนุมัติให้ใช้สารชนิดนี้ในรูปแบบฉีด
หากถามว่าช่วยให้ผิวขาวได้จริงหรือไม่ ต้องบอกว่า เดิมทีกลูตาไธโอนถูกผลิตขึ้นเพื่อใช้ฉีดเพิ่มภูมิต้านทาน รักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แต่กลับพบว่าผู้ป่วยมีผิวขาวขึ้น มีสีผมอ่อนลงหลังฉีดยา จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการนำมาฉีดเพื่อทำให้ผิวขาวกันมากขึ้น ซึ่งความเป็นจริงแล้ว หากร่างกายได้รับกลูตาไธโอนมากเกินไป ก็จะไปกดการสร้างเม็ดสีของผิวทำให้ผิวขาว ซึ่งอธิบายได้จาก
ปกติในร่างกายคนเรา เซลล์สร้างเม็ดสี (melano cyte) จะผลิตเม็ดสีเมลานินอยู่ 2 ชนิด ผิวคล้ำแบบคนเอเชียหรือคนไทย จะมีเม็ดสีขนาดใหญ่ เรียกว่า ยูเมลานิน (Eumelanin) คนผิวขาวแบบฝรั่ง จะมีเม็ดสีขนาดเล็กกว่า เรียกว่า ฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) เมื่อร่างกายเราได้รับ กลูตาไธโอนปริมาณมาก จะไปกดการสร้างยูเมลานินตามปกติลง เปลี่ยนเป็นสร้างฟีโอเมลานินเพิ่มขึ้นชั่วขณะ ผิวจึงดูขาวขึ้น แต่เนื่องจากกลูตาไธโอน ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางพันธุกรรมของ เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) เมื่อเวลาผ่านไป เซลล์สร้างเม็ดสีก็กลับไปสร้างเม็ดสียูเมลานินมากตามปกติเหมือนเดิม
ดังนั้น ผู้ที่ฉีดกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวขึ้น จำเป็นต้องฉีดในปริมาณมากกว่าขนาดที่ใช้รักษาตามปกติหลายเท่าตัวเป็นเวลาต่อเนื่องกันนาน จึงไม่จัดเป็นการดีท็อกซ์ และอาจมีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวได้
มีอันตรายจากการใช้ หรือมีผลต่อชีวิตอย่างไรบ้าง
ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาใด ๆ ก็ตามเข้าเส้นเลือดดำ ล้วนมีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้ตัวยาเอง หรืออาจจะแพ้สารฆ่าเชื้อ สารกันเสีย สารปนเปื้อน ซึ่งจากรายงานในต่างประเทศพบว่า ผู้ที่ได้รับการฉีดกลูตาไธโอนขนาดสูง มีอาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที นอกจากนี้ก็ยังพบว่า มีการนำสารกลูตาไธโอน ที่ไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมทั้งยาปลอมที่ผลิตที่เวียดนาม และ จีน มาจำหน่ายและใช้อย่างผิดกฎหมาย
การฉีดกลูตาไธโอน มักให้ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูง เพื่อกระตุ้นให้ ออกฤทธิ์ ได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งการฉีดวิตามินซี ในขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึน ศีรษะคล้ายจะเป็นลมได้ หากใช้ กลูตาไธโอนในผู้ป่วยมะเร็ง อาจทำให้ประสิทธิภาพของเคมีบำบัดลดลง การได้รับสารกลูตาไธโอนปริมาณมาก มีผลทำให้ขบวนการต้านอนุมูลอิสระของร่างกายเสียสมดุล กลายเป็นอนุมูลอิสระ กลับมาทำร้ายร่างกายได้
แต่ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ปัจจุบันมีการ โฆษณาขายกลูตาไธโอนอย่างแพร่หลายทางอินเทอร์เน็ตราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงเป็นหมื่นบาท ที่มีการแนะนำวิธีฉีดและอวดอ้างสรรพคุณจนทำให้คนที่อยากขาว เกิดความสนใจและซื้อหาไปทดลองฉีดกันเอง ซึ่งอาจทำให้เกิดการแพ้ ติดเชื้อ และปัญหา อื่น ๆ ตามมาอีกมาก
ข่าวที่ออกมาว่าใช้สารกลูตาไธโอนแล้ว จะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่
สำหรับข่าวการใช้สารกลูตาไธโอนแล้ว จะทำให้ตาบอดและเป็นมะเร็ง สามารถอธิบายได้ว่า การที่ร่างกายได้ รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานิน ทั้งที่ผิวหนังและที่จอตาลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต ทางวารสารทางการแพทย์สหรัฐอเมริกาจึงได้จัดว่า สารกลูตาไธโอนเป็นสารที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทางตา ส่วนเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนัง จะทำหน้าที่เหมือนฟิล์มกรองแสงที่ผิวหนัง หากเม็ดสีที่ผิวหนังลดลง ร่างกายก็ขาดเกราะป้องกันแสงอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวเหี่ยวย่นเร็ว และแก่เร็วขึ้น รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งผิวหนังด้วย ดังนั้น ถึงแม้ตัวสาร กลูตาไธโอนเองจะเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่การได้รับแสงอัลตราไวโอเลตปริมาณมากกลับอันตรายยิ่งกว่า
เหตุใดจึงต้องฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดโดยตรง
กลูตาไธโอนมีทั้งชนิดฉีด ชนิดพ่น และชนิดรับประทาน ซึ่งอย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่าสารชนิดนี้ หากรับประทานจะถูกย่อยไปก่อนการดูดซึม จึงมีผู้พยายามลองใช้ในปริมาณสูง ๆ เพื่อหวังว่าจะดูดซึมได้บ้าง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการศึกษาใดบอกว่า ต้องกินมากแค่ไหนจึงจะดูดซึมได้ แล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าปริมาณที่กินมาก ๆ นั้น จริง ๆ แล้วดูดซึมได้หรือเปล่า และผลข้างเคียงระยะยาวมีอะไรบ้าง
ส่วนยาชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเข้าเส้นเลือดโดยตรง น่าจะเพิ่มขนาดยาได้แน่นอนกว่า แต่ผลข้างเคียงที่น่ากลัว คือการฉีดยาเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ กลูตาไธโอนชนิดฉีดมีใช้ในคลินิกเอกชนมานานแล้ว แต่ยังไม่มีการใช้ในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ เพราะไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว นอกจากนี้ การฉีดยังเป็นการ เพิ่มสารกลูตาไธโอนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้ในเวลาสั้น ๆ หลังจากนั้น สีผิวก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม จึงต้องทำให้ฉีดต่อไปเรื่อย ๆ ไม่มีที่สิ้นสุด
สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคไม่ควรตกเป็นเหยื่อของคำโฆษณาใด ๆ ที่อวดอ้างว่าจะสามารถช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นได้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีผลิตภัณฑ์ไหนที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาที่ใช้ อาจช่วยได้เพียงชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ ร่างกายก็กลับไปผลิตเม็ดสีตามปกติ ทั้งนี้การที่ประชาชนในแถบเอเชียหรือประเทศเขตร้อน มีผิวคล้ำ ถือเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ เพราะสามารถป้องกันแสงอัลตราไวโอเลตจากแสงอาทิตย์ได้ ทำให้โอกาสการเกิดมะเร็งผิวหนังของเราน้อยกว่าคนผิวขาว จึงไม่ควรมีค่านิยมที่ผิดในการเปลี่ยนสีผิวให้ผิดธรรมชาติ.
อ.พญ.ชนิตว์วัณณ์ ตรีวิทยาภูมิ
หน่วยโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ :
วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2552
ขอขอบคุณที่มาจาก
http://talk.mthai.com/topic/62800
วันอาทิตย์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เบื้องหลังการถ่ายทำรายการ OIC 11-12-52
















ประกาศ
พั้นช์ วรกาญจน์ โรจนวัชร
ได้ออกอัลบัมใหม่แล้ว ชื่ออัลบัม พั้นช์ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ อัลบัมที่ 5
ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2552
ผู้ใดสนใจ สามารถ โหลดลงมือถืออย่างถูกลิคสิทธิ์ได้ที่ *1230509 แล้วกดโทรออก
หรือ ซื้อแผ่น CD ได้ที่ ร้านขาย CD ชั้นนำ ทั่วไป
ชื่ออัลบัม พั้นช์ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ อัลบัมที่ 5
ขอบคุณที่สนับสนุนแผ่นแท้ เพื่อศิลปินที่เราชื่นชอบ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





