Assumption University

Quelle heure est-il????

++ My musiC ++

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2551

~~ มุมนี้ .. กับ28ข้อคิดดีดี ~~


หวังว่าจะเป็นอีกมุมมองใหม่ๆ และ กำลังใจสำหรับน้องน้อง ทุกๆคนนะครับ ************************************************************


1. อย่าขับรถเร็ว เกินกว่าที่เทวดาประจำตัวของคุณบินทันเป็นอันขาด
2. จงวางแผนล่วงหน้า : ฝนยังไม่ตกหรอกนะตอนโนอาห์สร้างเรือน่ะ
3. การแก้แค้นไม่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้น : เหมือนกับดื่มน้ำทะเลเวลาหิวน้ำนั่นแหละ
4. ความหมายของความสุข ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากให้มันเป็น
5. อย่ากลัวความฝันของคุณ : มันง่ายกว่าที่คิด
6. นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ทุก ๆ 4 คน จะมีคนหนึ่งที่สติเพี้ยน ๆ ลองเช็คเพื่อนคุณสัก 3 คนสิ ถ้าทุกคนปกติดี ก็คุณน่ะแหละ
7. แบ่งปันรอยยิ้มของคุณให้กับทุกคน แต่ให้เก็บจุมพิตให้กับคนเพียงคนเดียว
8. บางครั้งวิธีช่วยที่ดีที่สุดที่คุณทำได้ก็คือ ผลักเขาแรง ๆ (หมายถึงผลักดันให้เขาทำสิ่งที่ลังเลอยู่น่ะ)
9. น้ำตา จะให้คุณก็แค่ความเห็นอกเห็นใจ แต่เหงื่อ จะทำให้คุณประสบความสำเร็จ
10. สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้ไม่ใช่วัตถุ
11. มอบสองสิ่งให้กับลูกของคุณ อย่างหนึ่งคือรากฐานที่มั่นคง อีกอย่างก็คือ ปีกที่จะบินออกไปเอง
12. การออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับจิตใจคือ การก้มลงแล้วช่วยคนอื่นให้ลุกขึ้น
13. คนคนหนึ่งอาจทำอะไรผิดพลาดได้หลายอย่าง แต่มันจะกลายเป็นความพ่ายแพ้ไปจริง ๆ เมื่อเขาเริ่มโยนความผิดไปให้คนอื่น
14. เพื่อนแท้คือ คนที่เชื่อว่าคุณเป็นฟองไข่ที่สมบูรณ์ แม้ว่าจริง ๆ แล้ว คุณจะมีรอยร้าวไปแล้วครึ่งหนึ่ง
15. นี่คือวิธีที่จะรู้ว่า หน้าที่ของคุณบนโลกใบนี้จบสิ้นแล้วหรือยัง : ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่ มันก็ยังไม่จบ
16. ชีวิตเรียนรู้ได้จากการย้อนระลึกถึง แต่ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า
17. การใช้ชีวิตอยู่บนโลกนั้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายแพงมาก แต่เราก็ได้เดินทางรอบดวงอาทิตย์ฟรี ๆ เป็นของแถม
18. ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่มนุษย์เราจะร่ำรวย ความผิดพลาดเกิดขึ้น เมื่อความร่ำรวย เริ่มครอบครองมนุษย์
19. เรารู้สึกดี ที่มีความสำคัญ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ เป็นคนดี
20. มีแต่ปลาตายที่ลอยตามน้ำ
21. คุณค่าของคนคนหนึ่ง บอกได้จากวิธีที่เขาปฏิบัติต่อคนที่เขาไม่ต้องการ
22. เงยหน้าขึ้นรับแสงตะวัน แล้วคุณจะไม่มีวันพบกับเงามืด - เฮเลนเคลเลอร์
23. คนอ่อนแอเท่านั้นที่ให้อภัยใครไม่เป็น การให้อภัยเป็นคุณสมบัติของผู้เข้มแข็ง
24. คำว่า listen (ฟัง) นั้นใช้ตัวอักษรชุดเดียวกับคำว่า silent (เงียบ)
25. ไม่มีผู้โดยสารบนยานอวกาศที่ชื่อว่า “ โลก ” พวกเราทุกคนล้วนแต่เป็นลูกเรือทั้งสิ้น
26. ในโลกนี้ไม่มีคนแปลกหน้าสำหรับเรามีแต่เพื่อนที่เรายังไม่ได้พบ เท่านั้น
27. เมื่อคุณพูดความจริง คุณไม่จำเป็นต้องไปนั่งจำอะไรทั้งนั้น
28. เด็ก ๆ ต้องการความรักมากที่สุดเมื่อพวกเขาทำตัวไม่น่ารัก
************************************************************

วันอังคารที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2551

***Air France***

Air France




Air France a été fondée le 7 octobre 1933 par la fusion des cinq compagnies principales du transport aérien français : l'Aéropostale, Air Orient, Air Union, la C.I.D.N.A. et S.G.T.A., sous forme d'une société anonyme au capital de 120 millions de francs dans laquelle l’État détenait au moins 25 % des actions et serait représenté au conseil d’administration dans les mêmes proportions. Le 7 octobre 1933, une cérémonie au Bourget consacra la nouvelle compagnie que présidait M. Roume, ancien gouverneur des colonies. À l’origine, elle avait comme symbole un hippocampe ailé affectueusement surnommée la crevette par les personnels. Le 26 juin 1945 au lendemain de la Seconde Guerre mondiale, l’Aviation civile française fut nationalisée et Air France devient alors propriété de l’État. Le 12 janvier 1990, l'État achète au groupe Chargeurs SA de Jérôme Seydoux la quasi-totalité du capital de la compagnie privée UTA qui se trouve de fait nationalisée. Les compagnies aériennes appartenant au gouvernement français, c'est-à-dire Air France, Air Inter, Air Charter et UTA sont réunies au sein du Groupe Air France mais conservent provisoirement leur autonomie. Une nouvelle compagnie holding, Groupe Air France, est créée par décret le 25 juillet 1994, qui entra en vigueur le 1er septembre suivant. Cette société détenait la majorité des parts du capital d’Air France et d'Air Inter rebaptisée Air France Europe. Le 10 février 1999, Air France fait l'objet d'une privatisation partielle. Le groupe (Air France-KLM) qu’elle forme désormais avec KLM depuis le 3 mai 2004 fait d’elle une société privatisée même si l'État français détient encore des parts importantes au sein du capital.



แอร์ฟรานซ์ก่อตั้งเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ค.ศ.1933 โดยการรวมตัวกันของหลายหน่วยงานในฝรั่งเศส สายการบินได้ขยายเส้นทางไปทั่วยุโรป เมืองขึ้นของฝรั่งเศส แอฟริกาเหนือ และจุดหมายปลายทางอื่นๆ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แอร์ฟรานซ์ได้ย้ายฐานการปฏิบัติการไปที่กาซาบลังกา ในประเทศโมร็อกโก ทำให้สายการบินนี้เป็นที่โดดเด่นในภาพยนตร์เรื่อง Casablanca

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2551

'พั้นช์ – เต๋อ' เปิดตัวหนัง 'โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต' นักข่าวกรี๊ด!!'ผีชบา' โผล่กลางงาน!







































วันนี้ขอนอกเรื่องนิดนึงนะคะ มีโปรแกรมของภาพยนตร์น่าดู น่ากลัว สำหรับคนชอบความตื่นเต้นมาฝากค่ะ เป็นเรื่อง โปรแกรมหน้า...วิญญาณอาฆาตค่ะ

เขย่าขวัญจนนักข่าวร้องกรี๊ด...ด ลั่นโรงภาพยนตร์พารากอน ซีเนเพล็กซ์ เลยทีเดียว สำหรับงานเปิดตัวภาพยนตร์เรื่อง "โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต" หนังล่าสุดจาก GTH ที่นำแสดงโดย "พั้นช์" วรกาญจน์ โรจนวัชร, "เต๋อ" ฉันทวิชช์ ธนะเสวี กำกับโดย "จิม" โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ณ สยามพารากอน ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องผีในหนัง จึงมีการเปิดตัวในโรงภาพยนตร์กันซะเลย! โดยมีผู้บริหาร และผู้กำกับภาพยนตร์จาก GTH พร้อมด้วยแฟนคลับของ "พั้นช์" มาให้กำลังใจอย่างคับคั่ง"โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต" เป็นเรื่องราวความหลอนในโรงภาพยนตร์ หลังจากที่พนักงานฉายหนังอย่าง เชน (เต๋อ) ร่วมมือกับเพื่อนแอบซูมหนัง "วิญญาณอาฆาต" ในโรงภาพยนตร์ เขาก็พบแต่เรื่องสยองขวัญที่เหมือนกับในภาพยนตร์อย่างไม่มีผิดเพี้ยน รวมทั้ง "ผีชบา" ที่อยู่ในหนัง "วิญญาณอาฆาต" ก็มีตัวตนจริงๆ!! จน "ส้ม" พนักงานเดินตั๋วแฟนเก่าของเชนต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ...ที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่องนี้ "จิม" ผู้กำกับหนังวัย 28 ปีมือเขียนบท "ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ" "แฝด" ที่กำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก เล่าว่า ปกติเขาเป็นคนกลัวผีและชอบดูหนังผีอยู่แล้ว จึงคิดว่าน่าจะมีวัตถุดิบให้มาเลือกใช้ได้เยอะ"และตอนเด็กๆ สิ่งที่กลัวที่สุดคือ เวลาดูหนังผีเสร็จจะไม่กล้าเดินลงมาเข้าห้องน้ำ คือกลัวว่าจะเจอไอ้ตัวผีในหนังเข้าจริงๆ เลยเกิดไอเดียคิดว่าถ้าผีตัวนี้มันตามไปจริงๆ จะเป็นอย่างไร จะเกิดอะไรขี้น กับเต๋อก็รู้จักกันมาก่อนเพราะเป็นรุ่นน้องที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้วก็เล่นละครเวทีมาก่อน เห็นความสามารถกันอยู่แล้ว ส่วนพั้นช์ทางผู้ใหญ่เสนออยากให้ลองมาแคสดู แต่พอเสนอมาปุ๊ปก็รู้สึกว่าใช่เลย ตรงเลย เพราะลุคพั้นช์เป็นลุคของผู้หญิงตาดำๆ ที่จับต้องได้เป็นผู้หญิงเปื้อนฝุ่นที่มีอบอุ่นแต่เข้มแข็ง ซึ่งตรงกับคาแร็คเตอร์ในเรื่อง" ผกก. กล่าว ก่อนบอกว่า หนังผีเรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนอยู่ใน "ที่เกิดเหตุ" ทีเดียวด้าน "เต๋อ" เผยว่า บทที่ได้รับไม่ค่อยมีความใกล้เคียงกับเขาเท่าไหร่นัก ทำให้ต้องพยายามศึกษาบทพอสมควร และต้องลดน้ำหนัก ฝึกต่อยมวยด้วย ส่วนการแสดงกับพั้นช์ ตอนแรกคิดว่าพั้นช์จะเข้าถึงยาก แต่สุดท้ายก็ร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน "ตอนแรกที่อ่านบทก็หนักใจ กลับมาคิดว่าต้องทำยังไงถึงจะเล่นบทนี้ได้ดี ก็จะพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนเก็บอารมณ์ อย่างอยู่บ้านเวลารู้สึกอะไรก็จะไม่พูด ปกติเวลาผมรู้สึกอะไรจะพูดหมด จะแสดงออกหมด เวลาไปเล่นหนังจะได้ชิน คือพยายามให้เป็นตัวเชนให้มากที่สุด ซึ่งแรกๆ ก็อึดอัดมาก แต่พอเริ่มชินก็จะดีขึ้นเป็นปกติขึ้นเรื่อยๆ ส่วนพั้นช์จะเป็นแนวขาลุยๆ อะไรก็ได้ ให้ทำอะไรก็ทำ คือด้วยความเป็นนักร้องดัง คนรู้จักทั่วประเทศ แต่กลับไม่มีแง่มุมเรื่องมากเลย ซึ่งดีมากๆ" เต๋อ แจง พร้อมรับรองว่า นี่คือหน้าหนังผีที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน และจะติดตาผู้ชมไปถึงบ้าน!!ขณะที่ "พั้นช์" แจงว่า เหตุที่รับเล่นหนังเรื่องนี้ เพราะเป็นการแสดงเรื่องแรกที่รู้สึกว่าน่าจะลองทำดู และอยากจะทำอะไรที่มันแปลกไปจากร้องเพลงบ้าง พร้อมกันนี้ เธอยังร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ "เกลียดคำขอโทษ" กับ "ป้าง" นครินทร์ กิ่งศักดิ์ ด้วย ยิ่งทำให้อินกับหนังมากยิ่งขึ้น "ก็มีแฟนเพลงเรียกร้องมามากพอสมควรว่า อยากให้เราเล่นหนังหรือเล่นละครบ้างเหมือนกัน ซึ่งก็พอดีกับทางผู้ใหญ่ที่ จีทีเอช ติดต่อมาพอดีก็เลยลองดู แล้วยิ่งพอรู้ว่าเป็นหนังผีด้วยยิ่งชอบเลย เพราะเป็นแนวหนังที่เราชอบดูอยู่แล้ว อยากให้แฟนเพลงดูพั้นช์ในอีกบทบาทหนึ่งบ้างว่าเป็นอย่างไร ทำได้มากน้อยแค่ไหน และก็อยากให้ติชมกันมาด้วยนะคะ บอกได้เลยว่า หนังจบแล้วยังหลอนติดตัวคุณอยู่ ส่วนพั้นช์จะเล่นหนังอีกหรือเปล่านั้น อาจจะมี แต่ต้องทิ้งระยะไปสักพักนึง" พั้นช์ กล่าว ก่อนแจงว่า เรื่องอาถรรพ์ในกองถ่ายยังไม่เคยเจอ เพราะจะมีการไหว้ขอขมากันก่อน เพื่อความสบายใจ นอกจากนี้ ในงานยังเปิดให้ชมภาพยนตร์ตัวอย่าง "โปรแกรมหน้า วิญญาณอาฆาต" เป็นครั้งแรกอีกด้วย และระหว่างที่ชมกันอยู่นั่นเอง "ผีชบา" ที่เป็นอีกตัวละครสำคัญในเรื่องก็ชะแว๊บมาแอบหลอน บวกกับโรงภาพยนตร์ที่สร้างบรรยากาศไว้อย่างขนลุก บรรดาสื่อมวลชนที่มาร่วมงานจึงพากันกรี๊ดสนั่น! ขนาดภาพยนตร์ตัวอย่างยังหลอนขนาดนี้ ...แล้วภาพยนตร์จริงๆ จะหลอนขนาดไหน... ติดตามชมได้ 30 ตุลาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

Théâtre d'ombre


Le théâtre d'ombre consiste à projeter sur un écran des ombres produites par des silhouettes que l'on interpose dans le faisceau lumineux qui éclaire l'écran. Les plus connues sont probablement les ombres chinoises PiYing et les wayang kulit d'Indonésie.

Historique

Tout comme sa cousine la marionnette, le théâtre d'ombre a des origines qui se perdent dans la nuit des temps. La tradition fait de la Chine son lieu de naissance (la fameuse « ombre chinoise »), mais certains auteurs le situent plutôt en Inde. C'est de là qu'à la faveur des grandes migrations il aurait gagné le Proche Orient.Utilisé d'abord à des fins religieuses (évoquer l'âme des morts) et d'exorcisme, il est rapidement devenu une forme particulièrement séduisante de spectacle populaire, mettant en scène aussi bien de grands poèmes épiques que des satires politiques ou grivoises, comme le célèbre Karagöz de Turquie par exemple. La tradition du théâtre d'ombre est encore vivace en Asie (Chine, Cambodge, Thaïlande, Malaisie, Java, Bali), en Grèce, en Turquie, et dans une plus faible mesure en Europe occidentale. En France plusieurs compagnies de théâtre se sont spécialisées dans cette pratique. On peut citer notamment : Amoros et Augustin, La Loupiote, Le Théâtre des Ombres, Les Montreurs d'Ombres, La Luciole Dansante ou Le Théâtre du Petit Miroir.

Exemple

L'ombre projeté offre un charme propre qui le distingue singulièrement des autres types d'animations. Il laisse en effet l'imagination des spectateurs se développer et permet à ces derniers d'interpréter eux mêmes certains faits, un peu comme pour les anciens films muets. Comme celui qui regarde le spectacle ne voit que l'ombre des personnages et des décors, son imagination comble les informations visuelles manquantes, d'où l'effet produit. On peut citer un autre domaine où on retrouve cet aspect : la littérature. Un roman force en effet les utilisateurs à se représenter une scène, les traits d'un personnage dans sa tête. Un exemple parlant se retrouve dans l'oeuvre d'un amateur passioné sur le lien :L'Ombrelle Sunshade

วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2551

+...Une poule...+


La poule, coq, poulet domestique (Gallus gallus domesticus) est un oiseau de l'ordre des galliformes. Cet animal est élevé à la fois pour sa chair dans quel cas le terme générique pour le désigner est volaille, pour ses œufs, et parfois pour ses plumes. Il existe de nombreuses races, sous-espèces issues de la domestication de l'espèce sauvage, le coq doré.

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

ภาษา Hi5 ภาษา msn ภาษาเพลง ภาษาควาย ภาษาไทย ภาษาคน..!!

ความ "เคยชิน"
ความ "สนุก" ผสมกับความ "มักง่าย" และ กระทำบ่อยๆ
บวกกับความที่เป็นคน "ไม่คิดมาก" แถม "เสพติดแฟชั่น" ได้ง่าย
และ ความที่คิดว่า "คงไม่เป็นไร"
หนำซ้ำก็ไม่มีใครตักเตือน !

บัดนี้ - วันนี้
คงไม่ใช่เพียงแค่ "โลกออนไลน์" เท่านั้น
แต่..ภาษาไทยจาก "สามัญสำนึก" ของ "คนไทย"
ส่ออาการเป็นง่อย ไร้สาระ ปัญญาอ่อน บ้าบอจนเข้าขั้นวิบัติ
"กัดกิน" มาถึงกระดูกของ "โลกในชีวิตจริงๆ" กันแล้ว !

เห็นได้ชัดกับเด็กๆมัธยมต้น - จนถึงปลาย
เขียนการบ้านส่งอาจารย์เป็น ภาษา Hi5 ไม่ก็ ภาษาที่ใช้ส่วนตัวใน msn
เริ่มจากลองเขียนเป็น "คำคำ" ไปก่อน เอาแค่คำที่ใช้บ่อยๆ
ไม่มีใครทราบว่าที่เขียน "เพราะชิน" หรือ อยากแค่ "แหย่อาจารย์" เล่น
เช่น..
- คำว่า เป็น เขียน เปน หรือ เปง
- คำว่า ครับ เขียน คร๊าฟ หรือ คร๊าบบ
- คำว่า คุณ เขียน คุง
- ฯลฯ

แต่เมื่อผ่านตาอาจารย์ โดยไม่ได้รับการท้วงติง
เด็กบางคนก็เริ่มสนุก เขียนมาครั้งใหม่เลยเอากันมาทั้งประโยคเลย
และ ระบาดลามแผ่ไปเป็นกลุ่มในชั้นเรียน
มองเป็นเรื่องโก้เก๋ ทันสมัย อยู่ในเทรนด์ที่สังคมเขาทำกัน
หากใครไม่เขียนอะไรเช่นนี้ - ก็เชย !

เด็กๆบางคนมันคิดกันอย่างนี้จริงๆ !!

เชิญอ่านตัวอย่างของความปัญญาอ่อน
ที่เด็กๆวัย 13 - 18 ปียุคนี้ กำลัง "อิน" โดยไม่ลืมหูลืมตา

ภาษาคน - เป็นอะไรก็ช่าง ขอให้เป็นคนดี
ภาษาปัญญาอ่อนคนที่ 1 - เปงอารายก้อจั้ง ขอให้เปงคงดี
ภาษาปัญญาอ่อนคนที่ 2 - เปนอารายยก้อชั่ง ขอห้ายเปนคงดี

ภาษาคน - คุณอย่าคอมเม้นท์เกินสามบรรทัดก็แล้วกัน
ภาษาปัญญาอ่อนคนที่ 1 - คุงหย่าเม้นเกิน ๓ บันทัดก้อแล้วกาน
ภาษาปัญญาอ่อนคนที่ 2 - คุงอย่าเม้นๆๆเกิน 3 บังทัดก้อแล้วกานน
ฯลฯ

นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างเล็กๆ (ขอย้ำว่าเล็กๆ)
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังเป็นอยู่ ได้ลุกลามไปใหญ่โต
และเกินเลยไปกว่านี้มากแล้ว

หนำซ้ำเด็กบางส่วน
ยังเคยอ้างว่าเห็นผู้ใหญ่ที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือบางคน
ก็ใช้ภาษาปัญญาอ่อนอย่างนี้แหละเวลาเล่น Hi5 หรือคุยใน msn
ผู้ใหญ่ยังทำ แล้วเด็กจะไปเหลืออะไร ?!
ยิ่งกับเด็กที่ไร้วุฒิภาวะ คิดไม่ได้ มีชีวิตอยู่กับ Hi5 และ msn
มีโลกผูกติดอยู่กับอินเตอร์เน็ตทั้งวัน - ทั้งคืน

ผู้ใหญ่บางคนอาจจะบอกว่า..
ช่างมันเถอะ - มันก็อยู่แค่ในคอมพิวเตอร์ ใช้กันในคอมพิวเตอร์เท่านั้น
คงไม่มีใครเอาภาษาเหล่านี้มาใช้ในชีวิตจริงๆหรอก !!
นี่ไงครับ - น้อยไปสิ !
ไอ้ที่ไม่รู้ ไม่เห็น ก็ไม่รู้อีกเท่าไหร่ ?!
ที่เคยชิน สนุกกับความมักง่าย นำไปใช้ในทางผิดๆ !!

หากไม่ช่วยกันยับยั้งอย่างเป็นจริงเป็นจังกันบ้าง
เช่น..อย่างน้อยๆก็ควรเข้มงวดในห้องเรียน
หรือ คอยอบรมแนะนำให้เห็นโทษของการใช้ภาษาไทยผิดๆจนเป็นนิสัย
ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเรียน "ภาษาไทย" กันแล้ว !

ภาษาที่ถูกต้อง ก็เป็น "ศิลปะ" ที่สวยงามได้
โดยไม่ต้องปรับแต่งให้พิสดาร จนผิดการเขียน ผิดรูปความหมาย
และ ผิดต่อความรู้สึก !
แม้บางครั้ง - บางคนจะบอกว่าการเขียน "ผิดผิด" เช่นนี้
เป็นการเพิ่มอรรถรสในการสนทนาให้สนุกยิ่งขึ้นก็ตาม
ความเคยชินและการมองข้ามความผิดปกติกันจนเป็นนิสัย
กำลัง "ทำลาย" คูณค่าทางภาษาไปอย่างน่าเสียดาย - โดยไม่รู้ตัว

นึกไม่ออกเลย..
หากต่อๆไปภาษาที่อยู่ในเพลง
จะเต็มไปด้วย "ภาษาขยะ" ที่เข้าใจและยอมรับกันฉาบฉวยเพียง "บางกลุ่ม"
แต่กลับระบาดหนักจนเต็มบ้านเต็มเมือง
หลุดออกนอกกรอบจนยากเกินจะควบคุม

-----

จริงๆแล้วเรื่องเช่นนี้กล่าวหาว่าแต่เด็ก - ก็คงไม่ถูกทั้งหมด
แบบอย่างของความ "มักง่าย" บางส่วนก็มาจาก "ผู้ใหญ่" นั่นแหละ
ผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างของความ "ปัญญาอ่อน"
บางคนที่ทั้งอาการหนัก และ เป็นเอามาก
เข้าขั้นเป็นโรค "ป่วยทางภาษา" ก็มีไม่น้อย !

มองว่าเขียนโดยใช้คำแบบนี้แล้ว จะดู "อายุน้อย"
ดูเป็นเด็ก ดูน่ารัก ดูร่วมสมัย ร่วมวัย ร่วมสังคมกับคนในโลกออนไลน์ได้
คิดแต่จะ "ตาม ตาม ตาม" โดยไม่คำนึงถึงเรื่อง "ผิด - ถูก" เช่นนี้
เด็กที่ "รักดี" และกำลังไม่แน่ใจว่าเขียนอะไรเช่นนี้ - ดีหรือเปล่า ?
เมื่อเห็น "ผู้ใหญ่เฮงซวย" เป็นเสียเอง

.. ..หลังจากนี้ก็คงไม่ต้องเดา ?!
อะไรที่ "มากเกินไป"
เกินขอบเขต เกินยับยั้งชั่งใจ กลายเป็น "ความเคยชิน"
แม้ในใจจะรู้ว่า "ไม่ดี - ไม่ควร"
แต่กระแสสังคมก็มักจะโหมให้ "คนอ่อนแอ" คล้อยตามได้เสมอ
จนทำให้บางคนที่ว่า "ทำผิด" อยู่ทุกวัน - ยังไม่รู้ว่ามีสักวันที่ "ผิด" !!

ไม่ต่างกับมี "ภาษาคน" ให้ใช้
แต่กลับไปนิยมใช้ "ภาษาควาย"
เขียนควาย พูดควาย คนปกติส่วนใหญ่ก็ย่อมจะไม่เข้าใจ !!

-----

มีภาษาของเราเองให้ภาคภูมิใจ - ดีจะตาย
เป็น "ศิลปะชั้นเลิศ" อยู่คู่แผ่นดิน ที่ไม่ต้องเป็น "ศิลปินชั้นสูง" ก็เขียนได้
เพียงแค่ตั้งใจเขียนให้ "ถูกต้อง" ความงดงามและมีเสน่ห์ทางภาษาก็จะเกิด
และ ยังสะท้อนให้เห็นแก่นแท้ในหัวใจของ "คนไทย"
ว่าเรารัก "ภาษาไทย" มากแค่ไหน ?

ขอบคุณแหล่งข้อมูลดีๆจาก http://www.pantip.com/cafe/chalermkrung/topic/C7046764/C7046764.html

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

---Histoire et culture de la Chine---

La Chine a la civilisation ininterrompue la plus longue de l'histoire, elle a plus de 5000 ans . Grâce aux écrits anciens et aux découvertes archéologiques , la Chine occupe une place importante au niveau du patrimoine culturel mondial. De nombreuses découvertes viennent de Chine, comme le papier, la poudre ou la soie. La Chine ayant vécu repliée sur elle-même durant fort longtemps, certaines découvertes comme l'imprimerie n'ont pas dépassé les frontières du pays ou d'autres comme le pliage du papier ont du passer par un autre pays pour devenir un véritable art, comme l'origami. La Chine reste un pays fascinant, un pays riche de sa culture et de son histoire.


Partons à la découverte de l'histoire de la Chine et de sa culture transmise de génération en génération.